ไพศาล พืชมงคล

From Politicbase/

Jump to: navigation, search

หากเอ่ยชื่อของไพศาล พืชมงคล ในธุรกิจโทรคมนาคมเมื่อ 13 ปีที่แล้ว คงแทบไม่มีใครรู้จัก แต่สำหรับวงการค้าความด้วยกันแล้ว แทบไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของเขา

ไพศาล ปลุกปั้นธรรมนิติจากสำนักงานทนายความเก่าแก่ จนมีชื่อเสียงจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของสำนักงานทนายความใหญ่ที่สุดของไทยจนหลายคนคิดว่า เขาเป็นผู้ก่อตั้งสำนักงานทนายความแห่งนี้

มีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก ที่นั่งอยู่ในสภากรรมการของธรรมนิติ ซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบาย ตลอดจนกรรมการบริหารและที่ปรึกษาบริษัท อาทิ ศ. ปรีชา พาณิชวงศ์ พล.อ. ศิรินทร์ ธูปกล่ำ อดีตผู้อำนวยการป้องกันราชอาณาจักร และอดีตประธานบอร์ด ทศท., ศ. พิพัฒน์ โปษยานนท์, ขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการ ฝ่ายกิจกรรมสำนักพระราชวัง, ร.ศ. ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ รองอธิการบดี ฝ่ายทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

ผู้บริหารในธรรมนิติ กล่าวว่า ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ ไพศาลจะเป็นผู้ไปติดต่อมา หรือเชิญมาเกือบทั้งสิ้น[1]

Contents

พื้นเพชีวิตวัยเยาว์

ไพศาลมีพื้นเพเป็นชาวอำเภอระโนดจังหวัดสงขลา มีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ครอบครัวค้าขายอยู่ในตลาดระโนด ไพศาลเป็นลูกชายคนโตมีน้องอีก 5-6 คน ซึ่งตามธรรมเนียมจีนแล้วลูกชายคนโตหากไม่สืบทอดธุรกิจก็มักจะส่งเสียให้เรียนสูง ๆ ซึ่งไพศาลเลือกอย่างหลัง

จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริย์ แล้วสอบเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท แผนกวิทยาศาสตร์ และสอบเข้าศึกษาต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในปีที่ 4 สมัครเรียนที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาควบคู่กัน จบการศึกษาชั้นปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ พร้อมกับเนติบัณฑิต

ระหว่างศึกษาในมหาวิทยาลัย เป็นสมาชิกพรรคเสรีตราชู และเป็นโฆษกพรรค เข้าร่วมกิจกรรมการเมืองของนักศึกษาตลอดระยะเวลาศึกษา

เป็น 1 ใน 12 คนที่ก่อการเดินขบวนประท้วงขึ้นค่ารถเมล์ ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกสุดนับแต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกครอบงำหลังจากการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ตั้งวงดนตรี “คนจน” เพื่อหนุนช่วยงานกรรมกร

และเป็นผู้แต่งเพลงศักดิ์ศรีกรรมกร

เป็นนักเขียนบทความตั้งแต่เป็นนักศึกษา หลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นผู้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ “อธิปัตย์” และ “ประชาธิปไตย” และคงเขียนบทความเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้[2]

เริ่มประกอบวิชาชีพ

ไพศาลจบจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 12 สมัยเรียนเคยสอบผ่านวิชา "วิแพ่ง" ด้วยคะแนน 84% มาแล้ว ซึ่งในยุคนั้นนักกฎหมายจะวัดความเก่งกาจกันด้วยวิชานี้ หากใครได้คะแนนเกิน 70% ต้องถือว่าเยี่ยมมาก

เริ่มทำงานครั้งแรกที่บริษัทสากลสถาปัตย์ของเกียรติ วัธนเวคิน แต่อยู่ได้ไม่นานถูกทาบทามจากประดิษฐ์ เปรมโยธิน ผู้ก่อตั้งสำนักงานทนายความธรรมนิติ

ต่อมาภายหลังเมื่อประดิษฐ์ เสียชีวิตลงในปี 2520 ไพศาลซึ่งในเวลานั้นเป็นทนายความอาวุโสอันดับ 1 ในธรรมนิติเป็นผู้รับช่วงผู้ดำเนินงานต่อ

หลังไพศาลเข้ามาบริหารธรรมนิติได้นำเอารูปแบบของบริษัทจำกัดมาใช้กับงานอาชีพทนายความ ทำให้ทนายความของธรรมนิติมีเงินเดือนประจำ มีโบนัสปลายปี แทนที่จะได้รับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์จากการว่าความตามธรรมเนียมที่เคยนิยมปฏิบัติกันมา

ไพศาลรู้จักกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้งแต่ยังรับราชการทหารเป็นผู้บัญชาการทหารบก จนกระทั่ง พล.อ.ชวลิต ตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง ซึ่งไพศาลก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นิยม พล.อ.ชวลิต ที่ร่วมกันสนับสนุนการก่อตั้งพรรคความหวังใหม่

ผู้หนึ่งที่ชักนำให้ไพศาลรู้จักกับ พล.อ.ชวลิต คือ พล.ต.ศรชัย มนตรีวัต รมช.ว่าการกระทรวงมหาดไทยคนสนิทกับบิ๊กจิ๋ว

ด้วยวิชาชีพทางกฎหมายและสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่ไพศาลพยายามบ่มเพาะกับผู้มีชื่อเสียงในวงการ เป็นจุดโยงใยให้ไพศาลเข้าไปรู้จักกับ พล.อ.ชวลิต จนกลายเป็นหนึ่งใน "กุนซือ" ทางกฎหมายที่บิ๊กจิ๋วต้องหารือตลอดเวลา นอกเหนือจากมือกฎหมายคนอื่น ๆ

ว่ากันว่า ในการให้เปิดประมูลซื้อยางมะตอยของกระทรวงคมนาคม ก็เป็นไอเดียของไพศาล ซึ่งทำเอาเจ้าเก่าต้องวิ่งเต้นกันเท้าแทบขวิด

 "คุณไพศาล เป็นคนที่ละเอียดลึกซึ้งและมักจะวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนทำอะไรลงไปเสมอ เรียกว่าต้องมีจุดมุ่งหมายและเห็นประโยชน์ที่ชัดเจน" อดีตผู้ร่วมงานของไพศาลสะท้อนบุคลิก

นอกจากที่ตั้งของพรรคความหวังใหม่ในช่วงแรก จะใช้สถานที่ของสำนักงานธรรมนิติ แถบบางโพเป็นที่ทำการแล้ว ไพศาลยังเป็นผู้จัดทำหนังสือเฉพาะกิจร่วมกับกลุ่ม ผู้ศรัทธาบิ๊กจิ๋ว มีชื่อว่า "ชายคนนี้ ชื่อชวลิต" ซึ่งทำขึ้นมาเพื่อเผยแพร่อัตชีวประวัติ และแนวคิดทางการเมืองของบิ๊กจิ๋วในช่วงเข้าสู่เส้นทางการเมืองใหม่ ๆ

นอกจากตัวไพศาลแล้วน้องชายหลายคนของเขาก็ทำงานอยู่ในธรรมนิติกรุ๊ป แต่ที่มีบทบาทมากที่สุด คือ พิชัย พืชมงคล น้องชายคนรอง ที่จบนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเคยเป็นนักกิจกรรมตัวยงในสมัย 6 ตุลาคม ซึ่งในสมัยหนึ่งของธรรมนิติจะรับว่าคดีความที่เกี่ยวเนื่องจาก 6 ตุลาคมมาแล้วหลาย[3]

ช่วงร่วมงานกับพล.อ ชวลิต

ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ไพศาล เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนให้มีการลดค่าเงินบาท ซึ่งนอกจากนายไพศาล ยังมี นายชาตรี โสภณพนิช นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ นายนิมิตร นนทพันธาวาทย์ นายวีรพงษ์ รามางกูร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ขณะนั้นเป็นรองนายกฯ) นายวรากรณ์ สามโกเศศ นายนิพนธ์ พัวพงศกร จากทีดีอาร์ไอ นายไพศาล พืชมงคล ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และนายศุภชัย พานิชภักดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น

ต่อมาเมื่อมีการลอยตัวค่าเงินบาท พล.อ. ชวลิต ได้ลงคำสั่งเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม เพื่อส่งฑูตลับเป็นตัวแทนไปเจรจาขอกู้เงินจากประเทศจีน โดยในจดหมายลับฉบับนี้ขึ้นต้นว่า

 "พี่ใหญ่ ทั้งหลาย...และลงท้ายว่าจากนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย น้องชายของพี่"  

คณะดังกล่าวประกอบด้วย พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขณะนั้นเป็นหัว หน้าคณะ รมว.คลัง เป็นรองหัวหน้า คณะทำงานประกอบด้วย นายสุรศักดิ์ นานานุกูล พล.ท.วิชิต ยาทิพย์ นายไพศาล พืชมงคล แต่รมว.คลังไม่อาจร่วมเดินทางไปได้ จึงได้แต่งตั้งนายนิพัทธ พุกกะณะสุต อธิบดีกรมบัญชีกลาง และนายศิริ การเจริญดี ผู้ช่วยผู้ว่าฯธปท.ไปแทน พร้อมเจ้าหน้าที่อีก 3 คน

"ในจำนวน 7 คนนี้ ผู้เรียบเรียงระบุว่า มีการหักหลังกัน โดยกล่าวไว้ว่าระหว่างเดินทางมี คำสั่งให้นายไพศาลถือคำสั่งลับและให้เปิดซองเมื่อเดินทางถึงจีนเท่านั้น ก่อนเดินทาง จึงไม่มีใคร รู้ว่าต้องไปทำอะไร นอกจากนายไพศาลที่ได้ประสานงานกับคณะกรรมการการทหาร กองทัพปลดแอกประชาชนจีนไว้ล่วงหน้า"[4]

ช่วงหลังจากร่วมงานกับ พล.อ. ชวลิต

เข้าร่วมงานกับกลุ่มผู้จัดการ โดยใช้นามปากกา เรือง วิทยาคม ผู้เรียบเรียง สามก๊กฉบับคนขายชาติ เหตุที่ใช้นามปากกาว่า “เรืองวิทยาคม” ก็เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงเพื่อนรักคนหนึ่งที่เป็นศิษย์ของพ่อท่านเรือง และเรียนหนังสือที่โรงเรียนเรืองวิทยาคม

นอกจากนี้ยังใช้นามปากกา สิริอัญญา โดยเขียนคอลัมน์ ข้างประชาราษฎร์ อีกด้วย นามปากกา สิริอัญญา นำมาจากชื่อของผู้เป็นภรรยา[5]

น้องชายอีกคนหนึ่งของเขา พิธาร พืชมงคล ถูกระบุจาก คำนูณ สิทธิสมาน ไว้ว่าเป็นหนึ่งในการ์ด ที่โดยส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครจากกลุ่มของสาโรจน์ และ เพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง (ในขณะนั้น), คำนูณระบุในหนังสือว่า พิธาร อยู่ใกล้ตัว สนธิ ลิ้มทองกุล โดยตลอดในช่วงเวลา 1 ปีที่มีการขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร[6]

ในเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นายไพศาลถูกเรียกตัวโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้เข้าไปในกองบัญชาการกองทัพบก ที่ถนนราชดำเนินนอก เพื่อร่างประกาศของคณะ พร้อมกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์[7]

หลังจากนั้นได้ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549 (สนช.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญและโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในสภาชุดดังกล่าวนี้

ข้อมูลทั่วไป

  • ที่อยู่ : 267/1 ถ.ประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800
  • อีเมลล์ : group@dharmniti.co.th

ผลงานเขียน

ประสบการณ์ทางการเมือง

อ้างอิง

  1. ธรรมนิติ 'เดอะเฟิร์ม' ฉบับภาษาไทย
  2. คุณถาม-พายัพตอบ
  3. ไพศาล พืชมงคล ล็อบบี้ยิสต์ผู้ทลายอำนาจเก่า
  4. บิ๊กจิ๋วเปิด "บันทึกลับ" แฉเบื้องหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540
  5. คุณถาม-พายัพตอบ
  6. ปรากฎการณ์สนธิ จากเสื้อเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า โดยคำนูณ สิทธิสมาน pp. 208-211
  7. ล็อบบี้ยิสต์จากระโนด ผู้ท้าทายอำนาจเก่า
  8. คณะมิตรของประเทศไทยจากเมืองเซียะเหมินเดินทาง เข้าเยี่ยมคารวะผู้บริหารสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน

ข้อมูลอ้างอิง