เหตุการณ์เผาหนังสือศึก
From Politicbase/
"ณ ที่แห่งนี้ คำประกาศสงครามได้เริ่มขึ้น ตั้งแต่การต่อสู้ในระบบการศึกษาของผู้กดขี่ที่เราถูกยัดเยียดให้ แน่นอน เสียงประสานรับจะยังดังก้องไปทั่ว ไม่ว่าในห้องเรียน ในเมืองใหญ่ ในโรงงาน ในทุ่งนาหรือป่าเขา จะไม่มีคำวิงวอนร้องขอการหยิบยื่นยุติธรรมจากใครได้อีก เราต้องเชื่อเช่นนั้น พลังประชาชนและเราเยาวชน จะเป็นผู้ชี้ขาดประวัติศาสตร์ของตนเอง และด้วยการต่อสู้เท่านั้น ชัยชนะก็จะมาถึง"
นี่คือบทนำในหนังสือศึก" หรือหนังสือสมานมิตร ๒๕๑๗ เป็นหนังสืออนุสรณ์ประจำโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยปี ๒๕๑๗ ด้วยบทนำและเนื้อหาภายในเล่มได้ทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์จริงตามนั้น แม้จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าเล็กๆ ที่ไม่ค่อยได้มีใครพูดถึงก็ตาม แต่หนังสือเล่มนี้ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาและความขัดแย้งขึ้น ถึงขั้นใช้กำลังของเด็กนักเรียนโรงเรียนหนึ่ง แล้วขยายวงกว้างสู่การวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมภายนอก และจบลงด้วยการเผาหนังสือในที่สุด
นอกจากนี้ยังมีการ์ตูนชุด "ถุย! ประชาธิปไตย" โดยชัย ราชวัตร และยังมีบทกลอนกล่าวถึงการศึกษาที่ไร้ค่าอีกจำนวนมาก เช่นบทกลอนเรื่องโรงเรียนสีดำ ตอนหนึ่งที่ว่า
ถุย! ตำราระยำจำไม่หมด มันช่างคดโป้ปดสิ้น สอนแต่เรื่องคนดีคนมีกิน กระผีกริ้นสังคมโทรมทรุด ในตำราไม่รู้จักความทุกข์ทน ความจน คนหิว โง่ที่สุด ยากจนคนเลวไม่ผุด สังคมทรุดหามีไม่ในตำรา
ท้ายเล่มเป็น "จากปูมสวน มาสู่ปูมประชาชน" ว่าด้วยประวัติกิจกรรมของนักเรียนตลอดเวลา ๑ ปี รวมไปถึงการเข้าร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา อย่างละเอียด และปิดท้ายด้วย "คำประกาศ" เป็นเจตนารมณ์ของการศึกษาเพื่อรับใช้ประชาชน
เนื่องจากศึก" มีเนื้อหาที่โจมตีระบบการศึกษาในขณะนั้นอย่างรุนแรง ประกอบกับรูปแบบของหนังสือได้แตกต่างไปจาก "ประเพณี" ที่เคยทำกันมา จึงก่อให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นจากนักเรียนฝ่ายคัดค้านหนังสือเล่มนี้ กระทั่งลุกลามเป็นเหตุการณ์ใหญ่ในที่สุด
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ เป็นวันแจกจ่ายหนังสือรุ่นทั้งสองเล่ม เนื่องจากเนื้อหาและรูปแบบที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในทันที ตกตอนบ่ายนักเรียนกลุ่มหนึ่งได้นำหนังสือศึก" มาเผากลางสนามฟุตบอล เป็นจุดเริ่มต้นของ "ศึกสวนกุหลาบ"
วันรุ่งขึ้น ๑๖ พฤศจิกายน เริ่มมีการติดโปสเตอร์ไปทั่วโรงเรียน ประณามผู้จัดทำหนังสือคือ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล OSK90 ในฐานะประธานนักเรียน ผู้รับผิดชอบ และประชา สุวีรานนท์ OSK89/90 สาราณียกร
๑๘ พฤศจิกายน มีการเปิดประชุมสภานักเรียน เพื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้น สภานักเรียนลงมติเห็นชอบว่าการทำงานของสาราณียกรเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบ ส่วนทางด้านเนื้อหานั้นสภานักเรียนมีมติให้เรียกประชุมนักเรียนทั้งโรงเรียนเพื่อแสดงมติ
เหตุการณ์ในหอประชุมจึงมีทั้งสองฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน คือฝ่ายเห็นด้วยกับหนังสือ และฝ่ายคัดค้าน กลุ่มผู้คัดค้านได้แสดงอาการไม่เห็นด้วยกับหนังสือศึก" ด้วยการโห่ร้อง ทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้น
ชนวน "ศึก" ได้เริ่มขึ้นเมื่อช่างภาพนักเรียนคนหนึ่งไปถ่ายรูปกลุ่มผู้คัดค้าน จึงมีการฮือเข้าจะทำร้ายช่างภาพคนนั้น ทำให้ภายในหอประชุมเกิดความวุ่นวายขึ้นจนคุมไม่อยู่ นักเรียนคนหนึ่งตรงเข้าชกหน้าพิชัย พืชมงคล OSK90 ประธานสภานักเรียน และกิตติศักดิ์ ปรกติ OSK89 อดีตประธานนักเรียน แล้วเริ่มมีการ "เผา" หนังสือศึก" เข้าใส่คณะกรรมการนักเรียน
เมื่อเหตุการณ์บานปลายจนไม่สามารถควบคุมไว้ได้ คณะอาจารย์ที่อยู่ในที่นั้นได้สั่งให้คณะกรรมการนักเรียนแยกย้ายกันออกจากหอประชุมไป เมื่อคณะกรรมการนักเรียนเริ่มทยอยออกจากหอประชุม กลุ่มผู้คัดค้านก็ตามเข้ามาชกต่อยกันอีก
ทางด้านสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล OSK90 ประธานนักเรียนได้แยกออกจากกลุ่มเพื่อกลับบ้าน กลุ่มผู้คัดค้านก็ได้ "ล้อมกรอบ" และผลักอกขัดขวางไม่ให้เดินต่อได้ ในขณะที่กลุ่มผู้คัดค้านในจุดนี้ได้เพิ่มจำนวนขึ้น ประธานนักเรียนจึงเดินเลี่ยงไปที่ตึกเรียนซึ่งมีอาจารย์ยืนอยู่เพื่อขอความคุ้มครอง
กลุ่มผู้คัดค้านได้รวมตัวชุมนุมกันครั้งใหญ่อีกครั้ง เพื่อปิดล้อมประธานนักเรียนและคณะกรรมการนักเรียนบางคนไว้ ตลอดเวลานี้ได้มีการยั่วยุให้เกิดการปะทะกันขึ้นตลอด จนกระทั่งกลุ่มผู้คัดค้านคนหนึ่งผลักกรรมการนักเรียนจนเซไปกระแทกคนอื่น เหตุการณ์ตะลุุุมบอลก็ได้เริ่มขึ้นอย่างชุลมุน
ในขณะที่เกิดการชุลมุนนี้เอง สุวิช อัศวไชยชาญ OSK89 ได้พา "ชนวนศึก" สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล OSK90 ฝ่าวงล้อมออกจากจุดปะทะและ "ลี้ภัย" ออกจากโรงเรียนได้สำเร็จ ทางด้านการชุมนุมยังมีการปะทะกันอยู่อีกระยะหนึ่งจึงยุติลง
ข่าวความขัดแย้งนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว สื่อมวลชนหลายฉบับลงข่าววิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ภายในโรงเรียนเองก็ได้มีการออกแถลงการณ์ประณามการทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำความรุนแรงอย่างเร่งด่วน
ในที่สุดวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ คณะกรรมการสอบสวนได้ประกาศคำตัดสิน ให้ "หัวโจก" พักการเรียน (ซึ่งระยะเวลาตรงกับการปิดภาคเรียนพอดี) ส่วนคนอื่นๆ ก็ถูกตักเตือนทำโทษไปพอสมควร
ศึก" นี้เป็นศึกสุดท้ายในโรงเรียนแห่งนี้ อย่างไรก็ดีหลังจากเกิดศึกในครั้งนั้นแล้ว ก็ไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาเนื้อหาหรือลงมติใดๆ เกี่ยวกับหนังสือศึก" อีก
รำเพยปีขาล
นอกจากหนังสืออนุสรณ์ประจำปี 2517 “สมานมิตร” ของโรงเรียนสวนกุหลาบที่ตั้งชื่อเฉพาะว่า “ศึก” กลายเป็นหนังสือต้องห้ามแล้ว ในเวลาไล่เลี่ยกันก็ยังมี “รำเพยปีขาล” ของโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่ถูกกล่าวขานควบคู่กันอยู่ด้วย[1]
"บานเถิดมวลดอกรำเพย ตูมเฉยอยู่ทำไมนั่น เห็นไหมบนฟ้าตะวัน และนั้นเมฆดำนำภัย บานเถิดมวลดอกรำเพย อย่าเลยมัวแต่หลับใหล รีบเร่งเบ่งบานเร็วไว อย่าให้ตะวันคอยนาน บานเถิดมวลดอกรำเพย จงเอ่ยโอษฐ์รับคำขาน ตะวันผองผู้ทุกข์ทาน บันดาลชีวิตแก่เรา"
"ด้วยสายเลือดเขียวเหลืองที่เข้มข้น ขอน้อมตนคาระวะทูนเทิดให้
ขอน้อมนอบด้วยพลังรำเพยใหม่ เพื่อรับใช้ปวงประชาผู้มีคุณ
ด้วยอำนาจหยาดเหงื่อของพี่น้อง ขอเทพผองชิงชัยมาเกื้อหนุน
ขอเทพฯก้าวเคียงข้างผู้มีคุณ เพื่อค้ำจุนหยัดสู้ด้วยศรัทธา"

