พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

From Politicbase/

Jump to: navigation, search

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) (อังกฤษ: Communist Party of Thailand - CPT) เป็นพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ก่อตั้งเป็นรูปร่างเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485 หลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีสมาชิกก่อตั้ง 57 คน แม้ตามกฎหมายแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์ฯ จะยังไม่ใช่พรรคการเมือง เนื่องจากไม่เคยจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติแล้วต้องถือว่าเป็นพรรคการเมืองจริง และมีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจนมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือดำเนินแนวทางตาม ลัทธิมาร์กซ์, ลัทธิเลนิน และความคิดเหมาเจ๋อตง. นอกจากนั้น ในอดีต ก็ยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทย ที่สังกัด พคท. อีกด้วย ได้แก่ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ในปัจจุบัน ถึงแม้จะยังไม่มีการประกาศยุบพรรค แต่ก็มิได้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด. ช่วงปี พ.ศ. 2547 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป มีกระแสข่าวจากหลายสื่อว่า ทางพรรคอาจจะมีการจัดการประชุมสมัชชาพคท.อีกครั้ง (เป็นการประชุมครั้งที่ 5) แต่จนถึงบัดนี้ (มีนาคม พ.ศ. 2548) ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่เป็นรูปธรรม

Contents

รายชื่อเลขาธิการพรรค

รายชื่อเลขาธิการพรรคเรียงตามวาระที่ได้ดำรงตำแหน่ง โดยการเลือกเลขาธิการพรรคนั้น จะกระทำในที่ประชุมสมัชชาพคท.แต่ละครั้ง

  • พ.ศ. 2485 - พิชิต ณ สุโขทัย (จูโซ่วลิ้ม, พายัพ อังคะสิงห์) (แหล่งข้อมูลบางแหล่งไม่เห็นด้วยกับข้อมูลนี้ โดยอ้างว่า ในขณะนั้น นายพิชิตไม่ได้เข้าร่วมประชุมสมัชชาด้วย)
  • พ.ศ. 2495 - ประสงค์ วงศ์วิวัฒน์ (ทรง นพคุณ)
  • พ.ศ. 2504 - มิตร สมานันท์ (เจริญ วรรณงาม) ชาวอุดรธานี การศึกษาจบสาขาวารสารศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ศึกษาต่อที่สถาบันลัทธิมารก์ซเลนินที่กรุงปักกิ่ง
  • พ.ศ. 2525 - ประชา ธัญญไพบูลย์ (ธง แจ่มศรี, หลินผิง)

รายนามสมาชิกพรรคคนสำคัญ

กำลังติดอาวุธของพรรค

ปี 2521 ในเอกสารลับฉบับหนึ่ง กอ.รมน.ประเมิน กำลังของ พคท.ส่วนที่ติดอาวุธดังนี้

"ปัจจุบันกองกำลังติดอาวุธของ พคท.ทั่วประเทศ (เมื่อ มี.ค. ๒๑) ได้แบ่งเป็น ยอดกำลัง ๒ สภาพ คือ ยอดพิสูจน์ทราบ ๖๕๔๒ คน ยอดประมาณการ ๙๐๙๐ คน (ตามรายละเอียดในแผ่นใส) ทั้งนี้ ไม่รวมกำลังนิสิตนักศึกษาและปัญญาชน ซึ่งปฏิบัติงานเป็นแนวร่วมของ พคท. ในพื้นที่ต่างๆอีกประมาณ ๓๒๒๗[1]

ยุคถดถอยทางการเมือง

การหายหน้าหายตาไปของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มองในมุมหนึ่งเป็นเพราะ แพ้ทางการเมือง ต่อ แนวทางการเมืองนำการทหาร ที่รัฐบาลไทยนำมาใช้ตั้งแต่ยุคสมัย พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์, พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ตั้งแต่ประมาณ ปี 2522 - 2523 แต่มองจากอีกมุมหนึ่งแล้วเกิดจาก ความขัดแย้งภายในพรรค ที่สะท้อนมาจาก ความขัดแย้งในขบวนคอมมิวนิสต์สากล จุดระเบิดเกิดขึ้นในการประชุม สมัชชาพรรคครั้งที่ 4 เมื่อ ปี 2525 ที่ไม่สามารถตกลงกันได้ตั้งแต่ขั้นตอน วิเคราะห์สังคมไทย ว่ามีสภาพตัวจริงเป็นอย่างไรกันแน่ระหว่างบทวิเคราะห์เดิม ๆ ที่ท่องกันมาเป็น สูตรสำเร็จ ว่าสังคมไทยคือ กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาฯ กับแนววิเคราะห์ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นว่าสังคมไทยคือ ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้นฯ (ที่มี ฯ ต่อท้ายด้วยก็เพราะประโยคเต็ม ๆ ของทั้ง 2 บทวิเคราะห์คือ กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ที่ปัจจัยทุนนิยมเพิ่มมากขึ้น กับ ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น ที่ศักดินาดำรงอยู่) เสียงโหวตขณะนั้นแพ้ชนะกัน ก้ำกึ่ง แต่ศูนย์กลางการนำของพรรคโอนเอนไปทาง กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาฯ ซึ่งเป็นแนวทางการวิเคราะห์ที่ประยุกต์มาจาก จีน ที่เคยวิเคราะห์ สังคมจีนยุคก่อนการปฏิวัติ และผู้นำรุ่นแรก ๆ ของพรรคก็มาจาก พคจ. พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็น ลูกจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิรัช อังคถาวร หรือ สหายธาร หรือชื่อจีนว่า จางหย่วน (สมศักดิ์แย้งว่าไม่ใช่วิรัชไม่ใช่คนจีนในความหมายที่พูดถึง - คือเป็นลูกจีนแต่ไม่ใช่คนจากประเทศจีo) ที่กุมการนำในพรรคมาก่อนหน้า ปี 2525 พรรคแก้ปัญหาด้วยการให้คนกลางที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายอย่าง ธง แจ่มศรี ขึ้นมาเป็น เลขาธิการพรรค[2]

พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เดินทางไปปักกิ่งร่วมกับ พล.อ. พัฒน์ อัคนิบุตร และ พล.ท. ผิน เกษร โดยไปพบปะกับ เติ้ง เสี่ยว ผิง เพื่อเปิดการเจรจาให้ พรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) ยุติความช่วยเหลือ ต่อความเคลื่อนไหวของ พคท. ชัดเจนที่สุดคือการขอให้ ยุติการออกอากาศสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) สถานีวิทยุคลื่นสั้นของพคท.

นอกจากจีนแล้ว ลาวก็ยังตัดความสัมพันธ์กับ พคท. โดยปิดพรมแดนด้านไทยและจีน ไม่ให้พคท. ใช้เป็นทางผ่าน รวมทั้งให้ พคท. อพยพสำนักต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในลาวออกไปท้งหมด สมพรให้สัมภาษณ์ว่า ใช้เวลาในการ "อพยพ 2 เดือน และใช้ช้าง 100 เชือก"

พคจ ยังเสนอให้ สปท. งดโจมตีไทย (ข้อเสนอนี้ จีนเริ่มเสนอตั้งแต่ปลายปี 2521 แต่ ธง, อุดม, ประสิทธิ์, ดำริห์, อัศนี เห็นว่า ถ้าจะให้งดโจมตีรัฐบาล ก็ให้ปิดไปเลยดีกว่า ในขณะที่วิรัช และสมาชิกบางคน เสนอว่าน่าจะกระจายเสียงต่อไป ภายหลังมีการลงมติ ฝ่ายให้ปิดเป็นฝ่ายชนะคะแนน ดังนั้น สปท จึงมีการกระจายเสียงครั้งสุดท้ายวันที่ 11 กรกฎาคม 2522

ปี 2524 เกิดวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ ผู้ปฏิบัติงาน พคท. ทะยอยออกจากป่า หลังจากรัฐบาลออกคำสั่ง 66/2523 ภายหลังมีคำสั่ง 65/2525 เรื่อง แผนรุกทางการเมือง ซ้ำอีกครั้ง ปฏิบัติการของ พคท. อ่อนกำลังลงทุกที (ปี 2525 ศูนย์การนำย้ายจากภาคเหนือไปอยู่ภาคใต้, 2530 ศูนย์การนำที่ย้ายมาอยู่ภาคตะวันตก สลายไปโดยปริยาย เนื่องจากระดับนำถูกจับกุมเป็นครั้งที่ 2)

ปี 2534 ผู้ปฏิบัติงานชุดสุดท้ายของ พคท. ในเขตงานภาคใต้ ออกจากป่า[3]

สถานภาพในปัจจุบัน

ในสมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย ได้มีการยกเลิก “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476” ไปเมื่อ ปี พ.ศ. 2543

การประชุมสมัชชาพรรคฯ เกิดขึ้นทั้งสิ้น 4 ครั้งด้วยกันและครั้งสุดท้ายได้เปิดการประชุมขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2525 ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญของการประชุมคือ ลงมติเกี่ยวกับการวิเคราะห์ลักษณะสังคมของประเทศไทย , ลงมติเกี่ยวกับการสรุปงานที่คณะกรรมการชุดเก่าเสนอ , ลงมติเกี่ยวกับระเบียบการใหม่ , เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารกลางใหม่ฯ

การประชุมในครั้งนั้นพรรคฯได้ตั้ง “ธง แจ่มศรี (ประชา ธัญญไพบูลย์)” ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคแทน “เจริญ วรรณงาม” ซึ่งเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. 2521

หลายฝ่ายให้การสนับสนุน หลายฝ่ายกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะเรื่องราวของการวิเคราะห์ลักษณะสังคมของประเทศไทยในยุคปัจจุบันว่าจะออกมาเช่นไร? ในความเป็นจริงก็เป็นเรื่องค้างคามาตั้งแต่การประชุมสมัชชาพรรคฯ ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2525 ว่าจะเป็นสังคมแบบกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ที่ปัจจัยทุนนิยมเพิ่มมากขึ้น หรือพัฒนาขึ้นมาเป็น ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น ที่ศักดินาดำรงอยู่[4]

ข้อมูลอ้างอิง

  1. กำลังติดอาวุธของพคท.
  2. จับสัญญาณฟื้น"พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" - เซี่ยงเส้าหลง
  3. วันนั้นพ่ายแพ้ได้อย่างไร
  4. พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ข้อมูลเพิ่มเติม