ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร

From Politicbase/

Jump to: navigation, search

นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร (8 พฤษภาคม 2456 - 25 ธันวาคม พ.ศ. 2537) สมาชิกระดับกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในขณะที่ยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรอย่างเป็นทางการด้วย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่ง 66/2523 ที่ทำให้รัฐบาลสมัย พล.อ. เปรม สามารถเอาชนะพคท. ได้

Contents

ชีวิตวัยเด็ก

เกิดที่ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2456 เป็นบุตรนายมี นางเกต ทรัพย์สุนทร คุณปู่หลวงสุนทรพิมล (หนู) นายอำเภอประสงค์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ต่อมาภายหลังอำเภอนี้ยุบปัจจุบันอยู่ในอำเภอท่าชนะ) คุณย่าลิ้ม คุณตาแก้ว และคุณยายแจะ บิดาเคยรับราชการ ต่อมาเกิดไม่ชอบชีวิตข้าราชการ จึงลาออกไปประกอบอาชีพอิสระ คือทำนาและภายหลังค้าขายเล็กๆ น้อยๆ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทรสมรสกับนางสาวอรพิน สัมฤทธิ์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน

เมื่อนายประเสริฐอายุ 7 ขวบ ได้เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดท่าทอง อายุ 8 ขวบ ได้ติดตามหลวงน้า (ต่อมาเป็นพระครูธรรมธร) เข้าเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ อยู่วัดราชาธิวาสกับหลวงน้า ซึ่งมีท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดมเป็นผู้อุปถัมภ์ นายประเสริฐเข้าเรียนชั้นประถมต่อที่โรงเรียนวัดเทวราชกุญชร เทเวศร์ จบมัธยม 8 จากโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร ต่อจากนั้นเข้าศึกษาในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบการศึกษาเป็นอักษรศาสตร์บัณฑิต เมื่อ พ.ศ.2479 เป็นอักษรศาสตร์บัณฑิตรุ่นที่ 2 ของจุฬา

ชีวิตนักศึกษา

ระหว่างศึกษาอยู่ในจุฬาฯ นายประเสริฐได้เป็นสารนียากร รับผิดชอบในการจัดทำหนังสือ “มหาวิทยาลัย” ปี 2477 และ 2478 ติดต่อกัน 2 ปี พ.ศ. 2479 ได้รับเลือกเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ จบการศึกษาแล้วเข้ารับราชการเป็นครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในระหว่างนี้เขาได้เป็นกรรมการในคณะกรรมการวัฒนธรรมภาษาไทย ซึ่งมีจอมพลป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธาน ออกนิตยสาร “วรรณคดีสาร” โดยมีท่านวรรณ (ต่อมาภายหลังดำรงพระยศเป็นพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) เป็นบรรณาธิการ

ตั้งแต่เป็นนิสิตจุฬาฯ เป็นต้นมา นายประเสริฐสนใจในกิจกรรมหลายด้าน เช่น วาดเขียน เคยวาดรูปตัวเอง รูปหลวงน้า และรูปคุณยายได้ค่อนข้างดี สนในการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เขียนบทกวีทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ และกลอน โดยใช้นามแฝงว่า “เด็กเลิศ” ลงในนิตยสาร “มหาวิทยาลัย” “เอกชน” และ

“วรรณคดีสาร” ฉันท์ของเขาได้รับการยกย่องเป็นพิเศษจาก “ชิต บูรทัต” กวีเอกในสมัยนั้น กลอนแปดของเขามีลีลาใกล้เคียง “สุนทรภู่” พระยาอนุมานราชธนหรือ “เสถียรโกเศศ” ให้ฉายาเขาว่า “สุนทรภู่สมัยใหม่” บทประพันธ์ที่มีชื่อของเขาอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง “จมูกสองรู” อันเป็นเรื่องของกำลังภายในหรือวิชาเกี่ยวกับโยคะสนใจศึกษาพุทธศาสนา ได้สนทนาธรรมกับพระเถระผู้ใหญ่ที่วัดราชาฯ บ่อยๆ จนมีความรู้ในพุทธปรัชญาอย่างแตกฉาน เป็นศิษย์ใกล้ชิดของท่าน “พุทธทาสภิกขุ” รุ่นเดียวกับพระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ เมื่อศึกษาปรัชญาลัทธิมาร์กซ์เปรียบเทียบกับพุทธปรัชญาอยู่เสมอ


ชีวิตการเมือง

นายประเสริฐสนใจการเมืองมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยม ขณะเกิดเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เขาก็ได้เฝ้าดูเหตุการณ์ตอนนั้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้าคนหนึ่งด้วย ขณะศึกษาอยู่ในจุฬาฯ เพื่อนนิสิตที่สนิทคนหนึ่งได้ไปสมัคร ส.ส. สมัยแรกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้รับเลือกตั้ง เรื่องนี้ได้บันดาลใจให้เขา คิดสมัคร ส.ส. บ้าง ระหว่างเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ ได้ลาไปสมัคร ส.ส. สุราษฎร์ธานีเป็นครั้งแรก แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง หลักจากนั้นเขาย้ายไปเป็นครูโรงเรียนฝึกหัดครูประถมพระนคร (วังจันทร์เกษม) พ.ศ. 2489 ลาไปสมัคร ส.ส.สุราษฎร์ธานีอีกครั้งหนึ่ง และได้รับเลือดเป็น ส.ส. ในสมัยรัฐบาลหลวงธำรง (ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์) และเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยู่ราว 6-7 เดือน รู้สึกว่าแนวคิดเข้ากันไม่ได้จึงลาออก ในระหว่างที่เป็น ส.ส. อยู่นี่เอง เขาได้ร่วมมือกับเพื่อน ส.ส. บางคนเสนอร่าง พ.ร.บ. ยกเลิก พ.ร.บ. การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2478 ต่อรัฐสภา รัฐสภามีมติรับร่าง พ.ร.บ. ของเขา และได้ยกเลิก พ.ร.บ. การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ดังกล่าว นายประเสริฐ ได้ประกาศในขณะนั้นว่าเขาจะตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้น และตัวเขาเองจะเป็นหัวหน้าพรรค ต่อมาเขาทราบว่ามีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) อยู่ก่อนแล้ว และหลังจากที่ได้พูดคุยกับสหายชั้นผู้รับผิดชอบของ พ.ค.ท. 4-5 ครั้ง เขาก็สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ พ.ค.ท. พ.ศ. 2490 เกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน รัฐบาลหลวงธำรงฯ ถูกยึดอำนาจ มีการยุบสภาและยกเลิกรัฐธรรมนูญสมาชิกภาพของ ส.ส. รุ่นนั้นก็เป็นอันหมดไป

หลังจากนั้นทาง พ.ค.ท. ได้คัดเลือกสมาชิกที่ดีเด่นของพรรคไปศึกษาลัทธิมาร์กซ์เลนินที่ประเทศจีน ในจำนวนนี้มีนายประเสริฐ ซึ่งตัวเขาเองก็อยากจะไปศึกษาร่วมอยู่ด้วยเขาได้ศึกษาในสถาบันลัทธิมาร์กซ์ – เลนิน ที่กรุงปักกิ่ง ในช่วงที่อยู่เมืองจีน พ.ศ. 2495 พ.ค.ท. มีการประชุมสมัชชาพรรครั้งที่ 2 น.ส.พ.สัจธรรมลงข่าวว่าเขาได้รับเลือกเป็นกรรมการกลางของพรรค แต่ตัวเขาเองไม่เคยรู้ล่วงหน้าอะไรเลย ในช่วงที่อยู่เมืองจีนนี้นายประเสริฐได้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพสากล 3 ครั้ง คือ

พ.ศ. 2494 เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปร่วมการประชุมคณะกรรมการสันติภาพแห่งโลกที่กรุงเบอร์ลิน

พ.ศ. 2495 เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพแห่งโลกที่กรุงปักกิ่ง

พ.ศ. 2495 เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปร่วมประชุมสันติภาพแห่งโลกที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ขากลับได้แวะชมงานและประวัติการปฏิวัติรัสเซียที่มอสโคว์และเลนินกราดระยะหนึ่ง

ต่อมาเขาได้ทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยที่สำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ ปักกิ่ง เนื่องจากนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เป็นสมาชิกพรรคที่เปิดเผย จึงได้ติดต่อสัมพันธ์เป็นประจำกับคนไทยในปักกิ่ง อันมีท่านปรีดี พนมยงค์ และคนอื่นๆที่อยู่กับท่าน นอกจากนั้นยังได้พบปะสนทนากับคนไทยที่เยือนจีนในสมัยที่รัฐบาลไทยห้ามคนไทยไปติดต่อกับประเทศสังคมนิยม ในจำนวนนั้นมีพลเรือตรี หลวงเจียรกลการ คุณกรุณา กุศลาศัย คณะคุณเทพ โชตินุชิต คณะสงฆ์ไทยจากอินเดีย คณะนักหนังสือพิมพ์ เช่น คุณอิศรา อมันตกุล คุณเลื่อน วีรภัทร ทนายความ เช่น คุณชิต เวชประสิทธิ์ คุณลิ่วละล่อง บุนนาค ฯลฯ

หลังจากการประชุมสมัชชาครั้งที่ 2 ของ พ.ค.ท.แล้วไม่นาน นายประเสริฐก็เกิดความขัดแย้งทางแนวทางกับพรรค เมื่อได้อภิปรายโต้เถียงกันกับสหายส่วนใหญ่ในเมืองจีนเป็นเวลาราว 2 ปี แต่ก็ตกลงอะไรกันไม่ได้ นายประเสริฐจึงต้องการจะนำความคิดเห็นของตนมาหารือกับสหายผู้รับผิดชอบในเมืองไทย และต้องการจะนำแนวทางของตนมาปฏิบัติให้เกิดผล จึงตัดสินใจเดินทางกลับ ถึงเมืองไทยเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2501 ในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทรเป็นคนใจดี โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นประจำ ดำรงชีวิตเรียบง่าย มีอุดมคติอันสูงส่งที่จะรับใช้ชาติบ้านเมือง ยึดถือความถูกต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และมีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ มีจิตใจเข้มแข็งและทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อบรรลุอุดมการณ์ของตน มีความอดทนสูงในการอธิบายความคิดเห็นที่ถูกต้องของตนให้ผู้อื่นเข้าใจ ยึดมั่นในหลักการอย่างแน่วแน่

ผละจากพคท. เข้าร่วมมือกับทางการไทย

ทันทีที่นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร กับผู้แทนสันติภาพบางคน เช่น นายสงวน ตุลารักษ์ นายสุรีย์ ทองวานิช นางจรวยพร กัลยาณมิตร ฯลฯ ถึงท่าเรือกรุงเทพฯ เขาก็ถูกจับกุมด้วยข้อหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และเป็นกบฎ ขึ้นศาลอาญาอยู่ประมาณ 4 เดือนจึงได้ประกันตัว แต่พอเกิดรัฐประหารเดือนตุลาคม 2501 และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรี เขาก็ถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่งด้วยข้อหาอันเดียวกัน ถูกคุมขังอยู่ 6 ปี ในช่วงนี้เองเขาได้แสดงทรรศนะของเขาเกี่ยวกับการปฏิวัติไทยโดยสันติตามระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตลอดจนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ต่อพนักงานสอบสวน เช่น พ.ต.ต.อารีย์ กะรีบุตร (ยศในขณะนั้น) และเจ้าหน้าที่กอ.รมน. เช่น พ.อ. หาญ พงศ์สิฏานนท์ เป็นต้น เจ้าหน้าที่เหล่านี้เห็นด้วยกับแนวทางและวิธีการของเขา และเมื่อได้นำสิ่งเหล่านี้เสนอไปยังผู้บังคับบัญชาชั้นสูง กระทั่งถึงนายกรัฐมนตรี - จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ก็เห็นด้วย และว่านายประเสริฐไม่ใช่บุคลที่เป็นภัยต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงให้ถอนฟ้อง เขาจึงรอดพ้นคดีมาได้ นอกจากนี้ เขายังได้ช่วยให้ผู้ต้องหาอันมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์หลายคนรอดพ้นจากการถูกยิงเป้าอีกด้วย นายประเสริฐได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับด้านการเมืองในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหลายครั้งหลายหน ความรอบรู้ของเขาเป็นที่ยอมรับนับถือของบรรดาผู้ที่ได้ยินได้ฟังทั้งหลาย

หลังจากจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมแล้วจอมพลถนมอได้ขึ้นสืบทอดอำนาจและได้ฟื้นให้มีพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ จอมพลถนอมได้ตั้งพรรคสหประชาไทยขึ้นในปี พ.ศ. 2507 โดยมีจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นเลขาธิการพรรค กล่าวว่านโยบายของพรรคสหประชาไทยนั้นนายประเสริฐเป็นผู้ร่าง

ในระหว่างที่สหรัฐอเมริกาโฆษณาทฤษฎีโดมิโนครึกโครมว่าถัดจาก (สงคราม) อินโดจีนก็จะมาถึงประเทศไทยนั้น นายประเสริฐได้คัดค้านทฤษีโดมิโนนี้อย่างเด็ดเดี่ยว และได้ทำเป็น “ลัทธิแพ้” ไม่สามารถล้มประเทศไทยได้

ตั้งพรรคแรงงาน

นายประเสริฐไม่เพียงแต่ได้ติดต่อสัมพันธ์กับชนชั้นปกครองเท่านั้น เขาได้ติดต่อสัมพันธ์กับกรรมกรนักเรียนนักศึกษา ตลอดจนบุคคลภายในวงการต่างๆ อย่างกว้างขวาง เขาได้สนับสนุนให้ก่อตั้งศูนย์กรรมกรแห่งประเทศไทยขึ้น โดยมีนายวีระ ถนอมเลี้ยง เป็นผู้ดำเนินการผลักดันให้มีกฎหมายแรงงานเป็นผลสำเร็จตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 103 เมื่อปี พ.ศ. 2515 ยังผลให้กรรมกรไทยมีสหภาพแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ พ.ศ. 2517 นายประเสริฐได้ร่วมเป็นผู้ก่อตั้งพรรคแรงงาน โดยมีนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ เป็นหัวหน้าพรรคและมีนายสอาด ปิยะวรรณ เป็นเลขาธิการพรรค ต่อมาพรรคนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคแรงงานประชาธิปไตย และนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เป็นหัวหน้าพรรค เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2518 เขาได้ผลักดันให้มีการประชุมผู้แทนกรรมการทั่วประเทศ ณ สวนลุมพินีสถานที่กรุงเทพฯ เพื่อวาง “แนวทางแก้ปัญหาของชาติ”

ในปี พ.ศ. 2521 ในขณะที่สถานการณ์สงครามระหว่างกองทัพแห่งชาติกับกองทัพปลดแอก ประชาชนแห่งประเทศไทยของ พ.ค.ท. ทวีความรุนแรงขึ้นนั้น นายประเสริฐได้เขียนเรื่อง “ลัทธิประชาธิปไตย” ลงในนิตยสาร “ตะวันใหม่” โดยใช้นามปากกา “สุริยา” ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการโฆษณาเผยแพร่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั่นเอง พ.ศ. 2522 เขาได้ผลักดันแนวคิดในรูปของแถลงการณ์และคำชี้แจงโดยผ่านทาง “ทหารประชาธิปไตย” ออกมาหลายเรื่องทั้งนี้เพื่อต่อสู้กับแนวคิดสังคมนิยมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

เบื้องหลังคำสั่ง 66/2523

พ.ศ. 2523 ในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีพลตรีชวลิต ยงใจยุทธ เป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก ขณะที่การต่อสู้ระหว่างกองทัพแห่งชาติกับกองทัพปลดแอกฯ ของ พ.ค.ท. ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นนั้น สำนักนายกรัฐมนตรีได้มี คำสั่งที่ 66/2523 เรื่องนโยบายต่อสู่เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ มีผู้กล่าวและเป็นที่รู้ๆ กันว่าคำสั่งนี้เป็นความคิดของนายประเสริฐ เมื่อมีการนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางเป็นเหตุให้กองอาวุธของ พ.ค.ท. พากันวางอาวุธและหันมาร่วมพัฒนาชาติไทยกันมากมาย การต่อสู้ด้วยอาวุธของ พ.ค.ท.พ่ายแพ้อย่างราบคาบ เป็นเหตุให้ “สงครามกลางเมือง” ซึ่งดำเนินติดต่อกันมา 17 ปี ยุติลง คนไทยไม่ต้องฆ่าฟันกันเอง ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน ทำให้เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศได้รับการฟื้นฟูและพัฒนา เป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อชาติบ้านเมือง

วันที่ 28-29 เมษายน พ.ศ. 2530 มีการประชุมผู้แทนประชาชนทั่วประเทศที่โรงแรมเอเชียและโรงแรมรอแยล ตั้งสภาปฏิวัติแห่งชาติขึ้นเป็นการสนับสนุนการปฏิวัติประชาธิปไตยของนายประเสริฐ

วันที่ 31 พฤษภาคม 2532 หลังจากที่มีคำสั่งสภาปฏิวัติแห่งชาติที่ 1/2532 เรื่องการโอนอำนาจจากรัฐสภามาสู่สภาปฏิวัติแห่งชาติ และแถลงการณ์สภาปฏิวัติแห่งชาติ นายประเสริฐกับพวกรวม 14 คน ถูกจับด้วยข้อหาทำลายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งต่อมานายประเสริฐได้แถลงว่า ถ้าแม้นเรื่องสภาปฏิวัติแห่งชาติเป็นความผิด เขาจะขอรับผิดแต่ผู้เดียว (กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวร่วมกับเขาเช่น สมาน ศรีงาม เป็นต้น)

วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2537 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องคดีสภาปฏิวัติตามศาลชั้นต้น เป็นอันว่าคดีถึงที่สุด จำเลยทุกคนพ้นข้อหา

นายประเสริฐมีผลงานด้านการเขียนทั้งที่เป็นเล่มหนังสือและบทความมากมายนอกจากที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ต่างๆ และใน “ตะวันใหม่” แล้ว เขาได้ออกเอกสาร “นายประเสริฐ ชี้แจง” โดยได้แสดงความคิดเห็นหรือชี้แจงเรื่องต่างๆ ไว้มากมายหลายเรื่องรวม 13 เล่ม สุดท้ายเขากำลังเขียนเรื่อง “จากระบบสู่ระบอบ” ให้แก่ น.ส.พ. วัฏจักรการเมืองแต่ยังไม่ทันจบก็ถึงแก่กรรมลงในขณะที่ “ปากกายังอยู่ในมือ”

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2537 นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ถึงแก่กรรมอย่างกระทันหันชนิดที่ไม่มีใครคาดฝัน ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าเขาถึงแก่กรรมเพราะโรคเส้นโลหิตในหัวใจตีบตัน อายุ 81 ปี

ข้อมูลอ้างอิง